ในฐานะชาวพุทธ ผู้นับถือศาสนาพุทธตั้งแต่วันเกิด(ที่ลงในใบสูติบัติ)จนกระทั่งถึงวันตาย ต้องยอมรับว่าความรู้ที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธของผมน้อยมากและหากนับย้อนไปตอนประถมหรือมัธยมต้องเรียกว่าไร้ซึ่งความรู้อันสมควรจะมีในนามผู้นับถือศาสนาพุทธทีเดียว
ตอนเรียนแทบไม่เข้าใจว่าเรียนทำไม เมื่อถูกบังคับเรียนก็พยายามนะแต่ก็ได้แค่เปลือกๆที่ให้จำๆๆๆและท่องเพื่อสอบ แต่ก็ไม่ได้ให้น้ำหนักใดๆเพราะท่องได้ก็สอบผ่าน แค่นั้น และจากการฟังจากการเรียนการสอนในตอนนั้น ที่จำได้ติดใจคือ พอพระพุทธเจ้าไม่อยู่ คำว่าพระอริยะเจ้าก็เป็นบุคคลที่ไม่อาจพบเจอได้อีก... เหมือนพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งห่างไกล...มันฝังใจ มันสงสัย แต่ไม่เคยสนใจจะหาคำตอบ...
เมื่อผ่านพ้นเวลามามากมาย พุทธศาสนาในแบบที่หลากหลายก็เข้ามาในชีวิต ทำให้ได้ขบคิดว่าสิ่งที่ได้รู้ๆมาจากตอนเด็ก บางที อาจขาดหาย หรือ ผิดผันไปตามความคิดความเข้าใจของผู้ถ่ายทอด คงไม่อาจไปตัดสินความเข้าใจของผู้อื่น ที่ทำได้และควรจะต้องทำ คือ ทำให้ตัวเองมีความรู้เพียงพอ พอที่จะตระหนักได้ว่าสิ่งใดที่ศาสนาพุทธมุ่งเน้นและสำคัญ และสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวันแม้กระทั่งในประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณมีนัยใดที่แฝงไปด้วยคำสอนในพระพุทธศาสนา บางอย่างที่เราทำตามๆกันมา มีเหตุผลใดที่สอดคล้องและอธิบายโดยหลักหัวใจแห่งพระพุทธศาสนาหรือไม่ แต่อย่าไปจ้องจับผิดผู้ใดให้หมองใจตัวเอง
ความรู้เป็นได้แค่ความจำ ความเข้าใจเป็นได้แค่การคิดตาม แต่การตระหนัก ต้องตรึกตรอง พิจารณา ใคร่ครวญ คิดทบทวน เปรียบเทียบ ใช้เหตุใช้ผล รู้คุณรู้โทษ จนตัวเองต้องยอมจำนนในข้อสรุปนั้น เช่น เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญให้น้ำหนักให้เวลามากที่สุดเป็นเรื่องของใคร ก็เป็นเรื่องของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง หลายครั้งที่เราจำได้ เราเข้าใจ แต่ไม่ตระหนักในความสำคัญ เรายังไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องคนอื่น เรายังเสียใจกับเรื่องเลวร้ายที่ผ่านมา และยังคงกังวลว่าต่อไปจะเป็นยังไง พออารมณ์พวกนี้เกิดก็ลืมคำสอนลืมความเข้าใจที่เคยมีทันที เสวยอารมณ์เหล่านั้นกันจนชินชา คงยากมากหากจะไร้ซึ่งสถานการณ์ที่ว่า แต่มันจะง่ายกว่าถ้าเพียงแค่พยายามทำให้มันน้อยลงโดยอาศัยพระพุทธศาสนา
เวลาไปร่วมศาสนาพิธีทั้งงานบ้านงานวัด เคยสงสัยมั้ย พระสวดอะไร สวดทำไม จะยาวไปไหน บางคนเบื่อ บางคนรำคาญ บางคนเลือกที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง พระสวดก็สวดไป ฉันจะนั่งคุยตรงนี้ และอีกหลายวิธีการแก้เซ็งหรือฆ่าเวลารอพระสวดเสร็จ และก็ไม่ค่อยมีใครอธิบายให้คนในงานฟัง พระสวดแทนที่จะได้ประโยชน์กลับก่อโทษสำหรับบางคนไป ชาวบ้านบางคนไปบวชก็ถูกบังคับให้ฝึกสวดเพื่อรับกิจนิมนต์ยังไม่รู้เหตุผลที่ต้องทำนอกจากเพื่อรับงาน พระพุทธศาสนาจะซบเซาด้วยเหตุนี้ด้วยแน่นอน ทำไปทั้งที่ไม่รู้ ฝืนฟังทั้งที่ไม่เต็มใจ สุดท้ายอาจกลายเป็นแค่ฉากหน้าแต่ไม่มีคุณค่าต่อใคร เด็กๆรุ่นใหม่ก็ไม่ทน พาลจะไม่เข้าใกล้เอาซะเลย ยกตัวอย่างเช่น บทสั้นสุดและได้ยินทุกงานคือศีล๕ พระว่านำชาวบ้านว่าตาม พอจะจบพระท่านก็สรุปคุณของการรักษาศีลให้ฟัง ในงานศพ บทที่ขึ้นด้วย "กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา.." พอคุ้นๆมั้ย ท่านกำลังแนะนำว่าธรรมมะข้อปฏิบัตที่เป็นกุศลเป็นความดีย่อมนำความสุขมาให้ แล้วบทที่กล่าวว่า "ปัญจักขันธา รูปักขันโธ เวทะนากขันโธ..." ท่านกำลังให้ความรู้เรื่องขันธ์๕ ที่ประกอบเป็นตัวเรา และทุกบทสวด ทุกถ้อยความ ที่พระท่านสาธยายให้ฟัง เป็นการนำคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบอกกล่าว เป็นการเตือนสติ อธิบายหลักเหตุหลักผล บอกแม้กระทั่งวิธีการลงมือกระทำเพื่อให้เกิดผลเหล่านั้น ท่านบอกทุกครั้งที่เรานิมนต์ท่านมา บอกซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อย้ำความจำ และกระตุ้นให้ปฏิบัติตาม เพียงแค่ท่านบอกด้วยภาษาบาลี...เราเลยไม่เข้าใจ
ดังนั้น ในฐานที่แจ้งต่อราชการว่านับถือศาสนาพุทธ สิ่งสำคัญและเร่งด่วนคือ หาความรู้ สร้างความเข้าใจ และตรึกตรองลงไปให้เกิดความตระหนักถึงคุณถึงโทษ ตามหลักคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา บนพื้นฐานแห่งเหตุและผล แล้วนำความรู้ความตระหนักมาปรับปรุงพฤติกรรม ที่สำคัญอย่าอยากรู้ไปซะทุกเรื่อง เอาแค่เรื่องที่จำเป็นต้องใช้ในระดับที่เพียงพอก็น่าจะพอเพียง
ปล.ผมก็ระบายความอัดอั้นเพราะยังสนใจคนอื่นอยู่ยังมีนิสัยเลวอยู่มาก
ตอนเรียนแทบไม่เข้าใจว่าเรียนทำไม เมื่อถูกบังคับเรียนก็พยายามนะแต่ก็ได้แค่เปลือกๆที่ให้จำๆๆๆและท่องเพื่อสอบ แต่ก็ไม่ได้ให้น้ำหนักใดๆเพราะท่องได้ก็สอบผ่าน แค่นั้น และจากการฟังจากการเรียนการสอนในตอนนั้น ที่จำได้ติดใจคือ พอพระพุทธเจ้าไม่อยู่ คำว่าพระอริยะเจ้าก็เป็นบุคคลที่ไม่อาจพบเจอได้อีก... เหมือนพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งห่างไกล...มันฝังใจ มันสงสัย แต่ไม่เคยสนใจจะหาคำตอบ...
เมื่อผ่านพ้นเวลามามากมาย พุทธศาสนาในแบบที่หลากหลายก็เข้ามาในชีวิต ทำให้ได้ขบคิดว่าสิ่งที่ได้รู้ๆมาจากตอนเด็ก บางที อาจขาดหาย หรือ ผิดผันไปตามความคิดความเข้าใจของผู้ถ่ายทอด คงไม่อาจไปตัดสินความเข้าใจของผู้อื่น ที่ทำได้และควรจะต้องทำ คือ ทำให้ตัวเองมีความรู้เพียงพอ พอที่จะตระหนักได้ว่าสิ่งใดที่ศาสนาพุทธมุ่งเน้นและสำคัญ และสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวันแม้กระทั่งในประเพณีที่สืบทอดมาแต่โบราณมีนัยใดที่แฝงไปด้วยคำสอนในพระพุทธศาสนา บางอย่างที่เราทำตามๆกันมา มีเหตุผลใดที่สอดคล้องและอธิบายโดยหลักหัวใจแห่งพระพุทธศาสนาหรือไม่ แต่อย่าไปจ้องจับผิดผู้ใดให้หมองใจตัวเอง
ความรู้เป็นได้แค่ความจำ ความเข้าใจเป็นได้แค่การคิดตาม แต่การตระหนัก ต้องตรึกตรอง พิจารณา ใคร่ครวญ คิดทบทวน เปรียบเทียบ ใช้เหตุใช้ผล รู้คุณรู้โทษ จนตัวเองต้องยอมจำนนในข้อสรุปนั้น เช่น เรื่องที่ต้องให้ความสำคัญให้น้ำหนักให้เวลามากที่สุดเป็นเรื่องของใคร ก็เป็นเรื่องของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง หลายครั้งที่เราจำได้ เราเข้าใจ แต่ไม่ตระหนักในความสำคัญ เรายังไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องคนอื่น เรายังเสียใจกับเรื่องเลวร้ายที่ผ่านมา และยังคงกังวลว่าต่อไปจะเป็นยังไง พออารมณ์พวกนี้เกิดก็ลืมคำสอนลืมความเข้าใจที่เคยมีทันที เสวยอารมณ์เหล่านั้นกันจนชินชา คงยากมากหากจะไร้ซึ่งสถานการณ์ที่ว่า แต่มันจะง่ายกว่าถ้าเพียงแค่พยายามทำให้มันน้อยลงโดยอาศัยพระพุทธศาสนา
เวลาไปร่วมศาสนาพิธีทั้งงานบ้านงานวัด เคยสงสัยมั้ย พระสวดอะไร สวดทำไม จะยาวไปไหน บางคนเบื่อ บางคนรำคาญ บางคนเลือกที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง พระสวดก็สวดไป ฉันจะนั่งคุยตรงนี้ และอีกหลายวิธีการแก้เซ็งหรือฆ่าเวลารอพระสวดเสร็จ และก็ไม่ค่อยมีใครอธิบายให้คนในงานฟัง พระสวดแทนที่จะได้ประโยชน์กลับก่อโทษสำหรับบางคนไป ชาวบ้านบางคนไปบวชก็ถูกบังคับให้ฝึกสวดเพื่อรับกิจนิมนต์ยังไม่รู้เหตุผลที่ต้องทำนอกจากเพื่อรับงาน พระพุทธศาสนาจะซบเซาด้วยเหตุนี้ด้วยแน่นอน ทำไปทั้งที่ไม่รู้ ฝืนฟังทั้งที่ไม่เต็มใจ สุดท้ายอาจกลายเป็นแค่ฉากหน้าแต่ไม่มีคุณค่าต่อใคร เด็กๆรุ่นใหม่ก็ไม่ทน พาลจะไม่เข้าใกล้เอาซะเลย ยกตัวอย่างเช่น บทสั้นสุดและได้ยินทุกงานคือศีล๕ พระว่านำชาวบ้านว่าตาม พอจะจบพระท่านก็สรุปคุณของการรักษาศีลให้ฟัง ในงานศพ บทที่ขึ้นด้วย "กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา.." พอคุ้นๆมั้ย ท่านกำลังแนะนำว่าธรรมมะข้อปฏิบัตที่เป็นกุศลเป็นความดีย่อมนำความสุขมาให้ แล้วบทที่กล่าวว่า "ปัญจักขันธา รูปักขันโธ เวทะนากขันโธ..." ท่านกำลังให้ความรู้เรื่องขันธ์๕ ที่ประกอบเป็นตัวเรา และทุกบทสวด ทุกถ้อยความ ที่พระท่านสาธยายให้ฟัง เป็นการนำคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาบอกกล่าว เป็นการเตือนสติ อธิบายหลักเหตุหลักผล บอกแม้กระทั่งวิธีการลงมือกระทำเพื่อให้เกิดผลเหล่านั้น ท่านบอกทุกครั้งที่เรานิมนต์ท่านมา บอกซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อย้ำความจำ และกระตุ้นให้ปฏิบัติตาม เพียงแค่ท่านบอกด้วยภาษาบาลี...เราเลยไม่เข้าใจ
ดังนั้น ในฐานที่แจ้งต่อราชการว่านับถือศาสนาพุทธ สิ่งสำคัญและเร่งด่วนคือ หาความรู้ สร้างความเข้าใจ และตรึกตรองลงไปให้เกิดความตระหนักถึงคุณถึงโทษ ตามหลักคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา บนพื้นฐานแห่งเหตุและผล แล้วนำความรู้ความตระหนักมาปรับปรุงพฤติกรรม ที่สำคัญอย่าอยากรู้ไปซะทุกเรื่อง เอาแค่เรื่องที่จำเป็นต้องใช้ในระดับที่เพียงพอก็น่าจะพอเพียง
ปล.ผมก็ระบายความอัดอั้นเพราะยังสนใจคนอื่นอยู่ยังมีนิสัยเลวอยู่มาก
Comments
Post a Comment